บทที่ 1
ลูกไม่ได้ดื้อ
ดูเหตุการณ์ให้ครบ 3 ช่วง ก่อนสรุปว่าลูกดื้อ
อ่านราว 6 นาที บทตัวอย่างอ่านฟรี

ก่อนเริ่ม ขอเล่าที่มาสั้น ๆ
เราเป็นพ่อลูกสอง และเจอมาเกือบครบทุกแบบที่อยู่ในเล่มนี้ ตั้งแต่ลงไปนอนดิ้นกลางห้าง ร้องไม่ยอมไปโรงเรียน นมหกแล้วร้องจะเอาแก้วเดิม แย่งของเล่นชิ้นเดียวกัน ไปจนถึงตื่นมาร้องตอนตีสอง
ช่วงแรกเราก็ทำแบบที่หลายบ้านทำ ดุบ้าง ขู่บ้าง อธิบายยาวบ้าง แล้วก็มานั่งรู้สึกผิดตอนลูกหลับ จนเริ่มจดว่าวันไหนอะไรได้ผลจริง แล้วค่อย ๆ เรียบเรียงออกมาเป็นวิธีเดียวที่ใช้ได้กับทุกเรื่อง คือ 5 ก้าวที่อยู่ในเล่มนี้
วิธีในเล่มคือวิธีที่เราใช้กับลูกทั้งสองคนจริงทุกวัน และเห็นผลแทบทุกรอบที่ทำตามจังหวะ ลูกสงบเร็วขึ้น ขอความช่วยเหลือเป็น ทำเองได้มากขึ้น ส่วนบ้านเราก็ไม่ต้องใช้การตี การขู่ หรือการทำให้อายอีกเลย
เป้าหมายของเราไม่ใช่ลูกที่เชื่อฟังทุกคำ แต่คือเด็กที่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร บอกคนอื่นได้ และโตขึ้นโดยไม่มีความกลัวหรือแผลในใจจากวิธีเลี้ยงติดตัวไป เล่มนี้เลยไม่ได้มาจากทฤษฎีอย่างเดียว แต่มาจากการลงมือทำจริงในบ้าน แล้วค่อยกลับไปดูว่านักวิจัยระดับโลกอธิบายเรื่องเดียวกันไว้ว่าอย่างไร
ภาพที่เราเจอบ่อยที่สุดคือ ห้าโมงเย็น ทุกคนในบ้านเหนื่อย ลูกเริ่มงอแงตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างแก้วผิดสี พอเราพูดอะไรไป เสียงร้องก็ดังขึ้นอีก แล้วประโยคเดิมก็หลุดออกมาในหัว "ทำไมดื้อแบบนี้"
ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น จนสังเกตว่ายิ่งมองลูกว่าดื้อ เรายิ่งพูดเยอะ ยิ่งดุ แล้วทุกอย่างก็ยิ่งแย่ วันที่เราเปลี่ยนคำถามในหัวจาก "ทำไมลูกดื้อ" เป็น "ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูก" บ้านก็เงียบลงกว่าเดิมเยอะ
"Kids do well if they can." เด็กทำได้ดี ถ้าเขาทำได้
ถ้าวันนี้ลูกยังทำไม่ได้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำ แต่เพราะมีบางอย่างที่ยังไม่พร้อม เช่น ร่างกายเหนื่อย ใจยังกลัว หรือทักษะนั้นยังไม่แข็งแรงพอในตอนนั้น
ดูเหตุการณ์ให้ครบ 3 ช่วง ก่อนสรุปว่าลูกดื้อ
ก่อนจะสรุปว่าลูก "ดื้อ" "เอาแต่ใจ" หรือ "ทดสอบขอบเขต" ลองดูเหตุการณ์ให้ครบ 3 ช่วงนี้ก่อน
- ก่อนเกิดเรื่อง: ก่อนลูกเริ่มงอแง มีอะไรเกิดขึ้น เช่น ลูกหิว ง่วง ต้องเลิกของที่ชอบ แผนเปลี่ยนกะทันหัน งานยากเกินไป หรือเราเพิ่งหันไปสนใจโทรศัพท์
- ตอนเกิดเรื่อง ลูกทำอะไร: สิ่งที่ตาเห็นจริง ๆ ให้เขียนเหมือนกล้องถ่ายไว้ เช่น "ร้องเสียงดังประมาณหนึ่งนาที แล้วโยนช้อนลงพื้น" ไม่ใช่ "งอแงอีกแล้ว"
- หลังเกิดเรื่อง ลูกได้อะไร: หลังจากนั้นลูกได้อะไร เช่น ได้ของ ได้เลื่อนเวลาอาบน้ำ ได้ไม่ต้องทำสิ่งที่ยาก ได้ให้เราหันมาเถียงด้วย หรือได้ความช่วยเหลือ
ช่วงที่สามสำคัญกว่าที่คิด นักจิตวิทยา B. F. Skinner อธิบายไว้นานแล้วว่า พฤติกรรมถูกปั้นด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากนั้น อะไรที่ "ได้ผล" สำหรับลูก ลูกก็มักทำซ้ำ ไม่ใช่เพราะลูกวางแผนเก่ง แต่เพราะสมองทุกคนเรียนรู้แบบนี้
ลองดูตัวอย่าง
- ก่อนเกิดเรื่อง: กำลังต่อของเล่นอยู่ แล้วถูกเรียกไปอาบน้ำจากอีกห้อง
- ตอนเกิดเรื่อง: ร้อง "ไม่ไป" แล้วนอนลงกับพื้น
- หลังเกิดเรื่อง: เราเดินมาต่อรอง แล้วสุดท้ายได้เล่นต่ออีกสิบนาที
พอเห็นครบ 3 ช่วง วิธีแก้ก็ชัดขึ้นเอง เช่น เดินไปบอกใกล้ ๆ แทนการตะโกน บอกล่วงหน้าก่อนถึงเวลา และไม่ปล่อยให้การนอนลงกับพื้นกลายเป็นทางที่ทำให้ได้เล่นต่อ
3 ช่วงนี้คือการเดา ไม่ใช่คำตัดสิน
ดูครั้งเดียวยังสรุปอะไรไม่ได้ พฤติกรรมเดียวกันอาจมาจากหลายเหตุ บางวันร้องเพราะหิว อีกวันร้องเพราะกลัว อีกวันร้องเพราะยังทำเองไม่ไหว ให้ลองจดสั้น ๆ สัก 3-5 ครั้ง แล้วค่อยดูว่ามีอะไรซ้ำกันบ้าง
ระหว่างนั้นอย่าลืมว่า ความรู้สึกของลูกไม่ใช่ปัญหา โกรธได้ เสียใจได้ กลัวได้ สิ่งที่เราช่วยได้คือพาลูกไปจากตรงนั้นแบบปลอดภัย
สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าลูกหยุดร้องเร็ว
หลายบ้านวัดผลจากคำถามเดียว คือ "ลูกหยุดร้องไหม" ถ้าใช้ไม้นี้ เราจะรู้สึกว่าล้มเหลวทุกวัน เพราะเด็กเล็กร้องเป็นเรื่องปกติ
ในเล่มนี้เราวัดผลแบบนี้แทน
- ทุกคนปลอดภัยไหม
- ลูกรู้ไหมว่ามีผู้ใหญ่อยู่ข้าง ๆ
- ลูกขอความช่วยเหลือได้ไหม
- ลูกค่อย ๆ กลับไปทำต่อได้ไหม แม้ยังเสียใจอยู่บ้าง
- เวลาผ่านไป เราต้องช่วยน้อยลงไหม
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ "ใช่" แปลว่ามาถูกทางแล้ว ต่อให้ลูกยังสะอื้นอยู่ก็ตาม
ประโยคเดียวที่อยากให้จำ
ปลอดภัยก่อน > อยู่ข้าง ๆ > พูดน้อย > ช่วยก้าวเล็ก ๆ
วันที่เหนื่อยจนจำอะไรในเล่มนี้ไม่ได้เลย ให้จำแค่บรรทัดนี้ก็พอ
วิธีใช้เล่มนี้
เล่มนี้แบ่งเป็น 3 ภาค ตามที่ Mindketing เชื่อว่า เข้าใจ ทำเป็น แล้วจะเห็นผล
- ภาค 1 เข้าใจ (บทที่ 1-4): หลักคิดสั้น ๆ ที่ใช้กับทุกเคส อ่านครั้งเดียวแล้วจะใช้ได้ตลอด
- ภาค 2 ทำเป็น (บทที่ 5-14): 100 เคสที่บ้านไหนก็เจอ แบ่งเป็น 10 หมวด หยิบเฉพาะเคสที่บ้านเรากำลังเจอได้เลย
- ภาค 3 เห็นผล (บทที่ 15): ฝึกทีละเรื่องยังไงให้เห็นความเปลี่ยนแปลง และสัญญาณที่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ
ทุกเคสในภาค 2 หน้าตาเหมือนกัน เปิดแล้วทำตามได้ทันที
- ดูเหตุการณ์ให้ครบก่อน: ตารางสั้น ๆ ว่าก่อนเกิดเรื่อง ตอนเกิดเรื่อง และหลังเกิดเรื่อง เป็นยังไง
- เช็กก่อนพูด: สิ่งที่ต้องทำก่อนเปิดปาก
- พูดตาม 5 ก้าว: สคริปต์ เห็น รับ บอก เลือก ทำ
- (หยุดรอ): จุดที่ให้หยุดพูดแล้วรอ ตรงนี้สำคัญพอ ๆ กับคำพูด
- ถ้ายังร้อง: ทางสำรองสั้น ๆ
- อย่าพูด / อย่าทำ: สิ่งที่เผลอทำกันบ่อยแล้วทำให้เรื่องยาว
- ฝึกต่อ: สิ่งที่ทำตอนลูกสงบ เพื่อให้ครั้งหน้าง่ายขึ้น
- ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถ้า: สัญญาณที่ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการเด็ก
เปลี่ยนคำว่า "พ่อ" หรือ "แม่" ในสคริปต์ให้ตรงกับคนที่อยู่ตรงนั้นได้เลย และเปลี่ยนรายละเอียดให้ตรงกับบ้านเรา
เนื้อหาในเล่มเป็นแนวทางทั่วไปสำหรับครอบครัว ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา ถ้ามีเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย หรือพัฒนาการที่กังวล ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสมอ
คืนนี้ลองแบบนี้
ครั้งหน้าที่ลูกงอแง ยังไม่ต้องแก้อะไร แค่ดูเหตุการณ์ 3 ช่วงในใจ ก่อนเกิดเรื่องมีอะไร ตอนเกิดเรื่องลูกทำอะไรจริง ๆ แล้วหลังจากนั้นลูกได้อะไร จดไว้ในมือถือสั้น ๆ สามบรรทัด ทำแค่นี้ก่อน 3 ครั้ง แล้วไปบทถัดไปด้วยกัน
บทที่ 1 จาก 15